“ศาลรัฐธรรมนูญ”

ก่อนที่เราจะมีศาลรัฐธรรมนูญในปี 2540 เราเคยมีองค์กรวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่มาก่อนแล้วราว 50 ปี เรียกว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านั้นและบางช่วงเวลาในระหว่าง 50 ปีนั้นก็สลับฉากด้วยการให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่ตามปกตินั่นแหละเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งอาจเป็นศาลเด็กฯ ศาลแขวง ศาลแพ่ง หรือศาลอาญา สุดแต่คดีขึ้นไปสู่ศาลใดและเป็นประเด็นขึ้นในศาลใด ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นศาลฎีกา

การให้ศาลธรรมดาเป็นผู้มีอำนาจในเรื่องเช่นนี้มีจุดดีว่าประหยัด ไม่ต้องตั้งศาลใหม่ ทั้งศาลเองก็เป็นที่เชื่อถืออยู่แล้วในความรู้ ความเป็นกลาง และความเที่ยงธรรม แต่มีจุดอ่อนว่าคดีกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นไม่ใช่ว่าเป็นปัญหากฎหมายแท้ ๆ หากมีนัยทางการเมืองอยู่ด้วยเพราะหนีไม่พ้นที่จะต้องไปกระทบกระทั่งกับการ ใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ

การให้ศาลใดก็ได้มีอำนาจวินิจฉัยยังอาจทำให้หลักวินิจฉัยต่างมาตรฐานลักลั่นกัน เพราะศาลต่อศาลที่เท่าเทียมกันย่อมเป็นอิสระไม่ถูกผูกมัดโดยศาลอื่น สหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ระบบเช่นนี้ก็หนีไม่พ้นจุดอ่อนดังกล่าว ดังนั้นในหลายประเทศจึงตัดปัญหาด้วยการไม่ให้ศาลธรรมดาที่มีอยู่เข้ามาเกี่ยวกับคดีประเภทนี้

ประเทศไทยเคยใช้ระบบให้ศาลยุติธรรมวินิจฉัยมาแล้ว และศาลก็สะบักสะบอมมาแล้ว เช่น เมื่อ พ.ศ.2489 คราวที่ศาลฎีกาไปชี้ขาดว่าบางมาตราของ พ.ร.บ.อาชญากรสงครามฯ ขัดรัฐธรรมนูญจึงเป็นโมฆะ สภาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบศาลฎีกาที่ “บังอาจก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ” คณะกรรมการเสนอว่า ตราบใดที่รัฐธรรมนูญไม่ระบุว่าให้องค์กรใดวินิจฉัย ศาลก็จะปฏิบัติอย่างนี้แหละ ถ้าไม่อยากให้ศาลเข้ามายุ่งก็ไปตั้งองค์กรอื่นมาทำหน้าที่แทนสิ

หลังจากนั้นจึงเกิดระบบตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อเป็นองค์กรอื่นดังกล่าว คณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลในความหมายที่เป็น Court แต่เป็นคณะกรรมการกลางหรือ Tribunal องค์ประกอบมีทั้งพวกที่เป็นโดยตำแหน่ง เป็นนักการเมือง และเป็นโดยการเลือกเข้ามา สรุปคือผสมผสานตัวแทนทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ แต่ไม่มีวิธีพิจารณาสืบพยาน ออกนั่งบัลลังก์สวมครุยฟังพยานแบบศาล คนทั่วไปจึงถือว่าเป็นองค์กรทางการเมืองและไม่ใคร่เชื่อถือ

เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ต่างเห็นว่าคงย้อนกลับไปหาระบบศาลปกติเหมือนปี 2489 ไม่ไหว ดีไม่ดีศาลจะถูกการเมือง “ทึ้ง” จนเซเปล่า ๆ ครั้นจะเดินหน้าใช้ระบบตุลาการรัฐธรรมนูญก็ดูจะไม่น่าเชื่อถือ จึงนำเอาระบบผสมอย่างที่ใช้อยู่ในบางประเทศมาปรับใช้ เกิดเป็นระบบศาลรัฐธรรมนูญขึ้น คราวนี้ถือว่าเป็นศาลล่ะ เพราะไม่มีนักการเมืองหรือประเภทเป็นโดยตำแหน่ง แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องยึดโยงกับสภาบ้างตามหลักการเชื่อมโยงกับประชาชน เพียงแต่มีวิธีพิจารณาความ มีการสืบพยาน คนที่นั่งพิจารณาเรียกว่าตุลาการและมีวาระ

เมื่อตั้งขึ้นเป็นศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องหาอะไรมาให้ทำสมกับความสำคัญและศักยภาพ จึงเพิ่มอำนาจการวินิจฉัยว่า “ร่างกฎหมาย” (ยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย) ใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เข้ามาด้วย รวมถึงการยุบพรรคและอื่น ๆ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายตุลาการเช่นเดียวกับศาลยุติธรรม ศาลทหาร และศาลปกครอง ทั้งตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ด้วย

ผมมองเห็นเหมือนที่หลายคนเห็นว่า 1. รัฐธรรมนูญของเรามักเขียนยืดยาวพะรุงพะรัง ทั้งใช้ถ้อยคำชวนให้คิดได้เป็นหลายนัย 2. ไทยเป็นนักตีความ เถียงได้ไม่จบสิ้น ปัญญามาก ปัญหาก็มาก ที่จริงประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น เขาก็มีปัญหาอย่างเดียวกับเรา แต่การที่รัฐธรรมนูญของเขาใช้ผ่านกาลเวลาต่อเนื่องยาวนาน เมื่อมีปัญหาเขาก็วางหลักได้ทันท่วงทีจนรู้ถูกรู้ผิดได้ไม่ยาก ความไม่ชัดเจนหลายอย่างจึงค่อย ๆ กลายเป็นความชัดเจน

บ้านเมืองเรานอกจากตัวบทมาตราจะไม่ชัดว่าหมายถึงอะไรเพราะคิดใหม่ทำใหม่ร่างใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว พอมีเรื่องขึ้นมาศาลรัฐธรรมนูญจะเอาอย่างไรก็ยังไม่รู้ ทุกอย่างจึงอยู่ด้วยการเสี่ยงและเดิมพันสูงมาก เพราะถึงขนาดรัฐบาลล้มหรือยุบพรรคกันทีเดียว บรรทัดฐานคดีที่พอจะยึดได้ก็มีน้อย ที่พอจะพึ่งได้ก็เป็นการตีความตามฉบับโน้น ไม่ใช่ฉบับนี้ ครั้นจะพึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา บางครั้งท่านก็ไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นคดีค้างอยู่ในศาลบ้าง กระทบการเมืองบ้าง พอดีพอร้ายศาลรัฐธรรมนูญอาจเห็นต่างมุมไปคนละทิศอีก

วันนี้ปัญหาว่าเรื่องนี้เข้าข่ายมาตรา 190 ไหม จะต้องปฏิบัติอย่างไร ทำอย่างนี้จะขัดรัฐธรรมนูญไหม ขัดหลักนิติธรรมไหม กลายเป็นเดิมพันว่าห้ามมาถาม เพราะศาลเขามีไว้ชี้ขาดไม่ใช่เป็นกุนซือ คุณลองทำก่อนสิ ถ้าผิดแล้วจะบอก ห้ามสมมุติเรื่องขึ้นมา แต่ตอนนั้นถ้าผิดก็จะเป็นความผิดสำเร็จ ผิดแล้วผิดเลย ผิดแล้วก็ต้องออก ต้องยุบพรรคนะ

น่าคิดครับว่าระหว่างที่เรากำลังพัฒนาความคิดเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญกันยกใหญ่ ศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยพัฒนาต่อไปอีกสเต็ปได้ไหมด้วยการแก้รัฐธรรมนูญให้ศาลมี อำนาจให้ความเห็นหรือ Advisory Opinion ได้ล่วงหน้าแบบศาลโลก คือไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องก่อน ไม่งั้นกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ถ้าเกรงว่าจะถามจุกถามจิกขี้หมูราขี้หมาแห้งก็ให้รับหารือเฉพาะที่เป็นมติ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา องค์กรอิสระ คล้าย ๆ กับที่รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยบัญญัติว่าถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ วันนี้บทบัญญัติอย่างนี้ก็ถูกเปลี่ยนไปแล้วเป็นว่าต้องเป็นเฉพาะเรื่องที่มี ความขัดแย้งกันเท่านั้น ถ้าแค่สงสัยยังไม่เป็นคดีทะเลาะกันก็ห้ามกวนใจศาล ทุกอย่างจึงอึมครึมและอยู่ด้วยความสุ่มเสี่ยง ไหน ๆ จะตุลาการภิวัตน์ทั้งทีก็น่าจะให้รู้ได้ก่อนว่าศาลจะอภิวัตน์ในแนวไหน จะได้ระวังตัวถูก ไม่มีใครอยากทำผิด ๆ หรอก

ผมว่าออกทางนี้น่าจะดีกว่าคิดยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้งแล้วกลับไปตั้งต้นเหมือนเมื่อ พ.ศ. 2489 นะครับ.

Advertisements
Post a comment or leave a trackback: Trackback URL.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: